พฤศจิกายน 29, 2021

“เป็ด เชิญยิ้ม” เปลี่ยนชีวิตสู่โหมดประหยัด! พร้อมควงลูกสาว “พีพี” เปิดตัวครั้งแรก!

ตลกอารมณ์ดีอย่าง เป็ด เชิญยิ้ม ที่วันนี้ขอควงลูกสาวคนเล็ก น้องพีพี เปิดตัวคู่กันเป็นครั้งแรก รับหวงลูกสาวหนักมากยังไม่อยากให้มีแฟน ! อัพเดทชีวิตทุกวันนี้เปลี่ยนโหมดต้องประหยัดเหตุโควิดทำพิษต้องเผชิญวิกฤติครั้งใหญ่ จากเคยใช้เงินวันละหลักหมื่นเหลือวันละหลักร้อย พร้อมแก้คำครหาขายสมบัติกิน ในรายการคุยแซ่บShow ทางช่องOne31 ที่มี หนิง ปณิตา และ ชมพู่ ก่อนบ่าย เป็นพิธีกร 

น้องพีพีทำไมถึงไม่ชอบออกทีวี

พีพี  ชอบทำงานเบื้องหลังมากกว่า ไม่ค่อยสู้กล้อง ครั้งนี้เป็นครั้งแรก

เห็นว่ามาตึกแกรมมี่บ่อยมาก มาทำอะไร ?

พีพี  : มีโอกาสได้มาฝึกงานที่นี่ค่ะ 

อาเป็ด : เขามาฝึกงานที่นี่ เขาตั้งใจอยากมาฝึกที่นี่มาก เลยบอกให้เขาลองใช้ความสามารถดู แล้วก็ได้ที่แกรมมี่จริงๆ 

ที่อาบอกว่าให้ใช้ความสามารถคืออย่ามาให้พ่อฝาก

อาเป็ด : คือเราไม่กล้าฝาก เขาเป็นคนที่ไม่ชอบให้เราฝาก คือถ้าเราบอกว่าเรารู้จักคนนี้ เขาจะบอกเลยไม่เอา อย่ามายุ่งกับเขา เขาจะใช้ความเป็นตัวของเขาเองสู้ในสิ่งที่เขาต้องการอยากจะทำ

ตอนมาสมัครตอนแรกไม่มีใครรู้ว่าเป็นลูกอาเป็ดใช่ไหม ?

พีพี : ไม่มีใครทราบค่ะ หนูเข้ามาทำได้อาทิตย์ สองอาทิตย์เหมือนพี่ๆเขาพูดกันว่านี่ลูกคุณพ่อค่ะ เขาถึงถามว่าทำไมเธอไม่บอกฉันตั้งแต่แรก

ก่อนที่จะรู้ว่าเป็นลูกคุณพ่อกับหลังที่รู้ว่าเป็นลูกคุณพ่อเปลี่ยนกันไหม ?

พีพี : ไม่ค่ะ ปฏิบัติเหมือนเดิม แต่เขาแค่จะพูดแซว แต่ไม่มีการหน้ามือหลังมือ

พ่อเป็นเข้าของบริษัทอยู่แล้วทำไมไม่เลือกฝึกงานบริษัทพ่อเลยก็น่าจะง่ายดี ?

พีพี : มีแต่คนบอกว่าทำไมไม่ฝึกกับพ่อ แต่ว่าหนูเป็นคนอยากหาประสบการณ์มากกว่าคือเห็นงานของคุณพ่อมาเยอะแล้วเลยอยากหาความรู้จากที่อื่นเข้ามาทำงานในบ้านให้มันใหญ่ขึ้น

เรียกว่ารักมาก ตามใจมากสำหรับลูกคนนี้ ?

อาเป็ด : ถามว่าตามใจไหมก็อยากให้เขามีความสุข บางทีเรารู้ว่าเขารำคาญเขาก็ไม่ปฎิเสธ เขาก็ไม่ขัดพ่อ เขารับทุกเรื่องที่พ่อให้ เรารู้ว่าเขาไม่พึงพอใจ แต่ว่าไม่อยากขัดใจพ่อ 

หวงลูกสาวขนาดไหนเห็นว่าห้ามมีแฟน พ่อสั่งห้ามมีแฟนจริงไหม ?

อาเป็ด : ไม่ได้หวงอะไรเขาเลย

พีพี : ไม่ได้สั่งค่ะ แต่ว่ารู้สึกได้เองว่าอย่าเพิ่ง

อาเป็ด : ลูกชายก็แยกครอบครัวไป 2 คน ก็เลยเขาแค่คนเดียว เราเป็นคนชอบทำกับข้าวทำแล้วจะให้ใครกินล่ะ จริงๆโควิดอย่ามองว่าเป็นเรื่องชั่วร้าย มันก็มีดีอยู่มุมหนึ่งคือมุมทำให้ครอบครัวได้มาอยู่ร่วมกัน ได้อยู่ใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่ง สมัยก่อนไม่มีโควิดเรากลับบ้านตี2 ตี3 ตี4 กินเหล้า ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย แต่วันนี้ตกเย็นมีเงิน 300 ซื้อหอยมาผัดกะเพราะปลาเค็ม 3 ทุ่มดูข่าว 4 ทุ่มดูกีฬา นอน 2-3 เดือนเป็นแบบนี้ตลอด เป็นช่วงเวลาที่ดีเหมือนกันนะ แต่ช่วงเวลาที่แย่ในเรื่องของตัวแปรคือในเรื่องของการระบาดที่มันทำให้คนจนมันเยอะขึ้นๆ คนไม่มีอาชีพมากขึ้น แต่มันทำให้เรื่องของความสตรองของครอบครัวที่ผมรู้สึก ผมไม่เคยอยู่ได้เห็นลูกตอนหัวค่ำกันเลย ไม่เคยได้กินข้าวหัวค่ำกับลูกเลย แต่วันนี้ 5 โมงเย็นต้องกลับเข้าบ้านแล้ว เพราะกลัวโรคมันทำให้อยู่ใกล้ลูกมากขึ้น มันทำให้ความสุขในครอบครัวมีเพิ่มมากขึ้น

วันหนึ่งเขาต้องโตเป็นสาวต้องมีหนุ่มๆเข้ามาจีบ คุณอาเตรียมรับมือยังไง  ?

อาเป็ด : ก็ไม่ได้คิดอะไรเลยแล้วแต่จังหวะของชีวิตเขา เขาเป็นคนตัดสินเราไม่สามารถจะห้ามได้ เราแค่ระวังอยู่ห่างๆ มองอย่างห่วงๆ ถ้าเรามองแล้วว่าเขาสามารถใช้ชีวิตดี มีแฟนดีในอนาคตมันทำให้เขาเติบโตได้โดยที่เราหมดกังวล เราก็จะสบายใจแค่นั้นเอง วันนี้ลูกชายก็มีครอบครัวดูธุรกิจได้แล้ว ลูกชายคนที่ 2 ก็เริ่มจะกลับมาดูแลธุรกิจของตัวเองได้แล้ว เหลือคนนี้คนเดียวที่เรายังต้องกังวลอยู่

อาเป็ดปกติเป็นคนใจดี ใจกว้าง แต่พอวิกฤติโควิดอาต้องปรับการใช้เงินหมดเลยใช่ไหม จากที่ใช้วันเป็นหมื่นๆเหลือใช้วันหลักร้อย ?

อาเป็ด :  นี่คือเรื่องจริง วันนี้โลกมันหมุนกลับแล้ว เราเคยลำบากตอนเรา 6ขวบ 7ขวบ เรากำลังเริ่มโตขึ้นมาจนมามีชื่อเสียง มีเงินทอง วันนี้ระเบิดสงครามใหญ่ สงครามชีวภาพที่มันเกิดขึ้น เราเหมือนนักรบที่เราจะต้องออกไปรบ เมื่อเรารบเราต้องต่อสู้ยังไง เราต้องหลบในหลุมหลบภัยนั่นก็คือบ้าน ฉะนั้นเราต้องอยู่ในบ้านที่ระมัดระวังที่สุด เพราะว่าการใช้จ่ายต่างๆที่มันจะเกิดขึ้นที่เราเคยฟุ้งเฟ้อมันตัดทิ้งหมดเลย มันเปลี่ยนหมดเลย วันนี้กูไม่กิน วันนี้กูไม่ดื่ม เคยใช้เงินวันละ 1 หมื่น กูจะใช้เงิน 1 หมื่นให้ได้ซักกี่วัน ต้องมานั่งคิดใหม่ เพราะเราห่วงคนข้างหลัง ว่าเงินก้อนนี้ต้องเก็บต้องเอาไปต่อยอด ไม่ใช่เอาเงินก้อนนี้ไปสุรุ่ยสุร่ายเพื่อให้มันหมดไป พอหมดไปเราจะหาเงินมาต่อยอดไม่ได้ เราตั้งเงินก้อนนี้ไว้ต่อยอด ธุรกิจเก่าต้องยังคงอยู่ เราอยู่บันเทิงเราจะทิ้งบันเทิงไม่ได้แต่ว่าจังหวะนี้มันเป็นบันเทิงที่สาหัสมาก อย่างก่อนบ่ายฯ เราทำมา 26 ปี เราก็ยังรัก เราต้องประคองตรงนี้ไปให้ได้เพื่อที่จะเปิดรายการใหม่ในอนาคตเมื่อทุกอย่างดีขึ้น 

เห็นว่าพนักงานในบริษัทมากสุด 80 กว่าคน ?

อาเป็ด : เพราะตอนนั้นทำงานอีเว้นท์ด้วยทุกเดือนเลย ตอนนั้นอีเว้นท์เยอะมาก คนเลยต้องเยอะ ตอนนี้อีเว้นท์ไม่ได้แล้ว ออกต่างจังหวัดก็ไม่ได้ ทุกอย่างต้องเลิกหมด ทำยังไงเมื่อคนเยอะเหมือนกับเรือออกกลางทะเลวันนี้เรือเริ่มรั่ว ช่วยกันก่อน ออกไปก่อน เดี๋ยวจะกู้เรือเข้าฝั่งไปก่อนให้เหลือไม่กี่คนเท่าที่ทำงานได้ ในชีวิตไม่เคยไล่ลูกน้องออก ลูกน้องออกคนนึงน้ำตาแทบไหล เพราะเราอยู่ด้วยกันมา 20 กว่าปี ก่อนบ่ายเป็นรายการเล็กๆที่เชื่อว่าเป็นรายการตลกที่เรทติ้งสูงที่สุดเลยก็ว่าได้ ในยุคก่อนเรทติ้งเคยสูงเท่าละครก่อนข่าว เรทติ้ง 8 กว่า 

เห็นว่าคนงานในบ้านก็ลด ?

อาเป็ด : ลดหมด ช่วยกัน ออกไปก่อน ขยับไปก่อน วันนี้ลดค่าใช้จ่ายส่วนตัวเอง เคยใช้เยอะลดส่วนตัวไป เมื่อก่อนไม่เคยคิดใช้บัตรเครดิตรูดกันสบายเลย เดี๋ยวนี้ไม่ใช้แม้แต่ใบเดียว กลับบ้านทำกับข้าวอยู่บ้าน

ในอีกมุมของคนที่เจอสถานการณ์โควิดแล้วต้องอยู่บ้าน เจอหน้ากัน 24 ชม. บางทีปากเสียงก็มีขึ้น อาช่วยให้คำแนะนำกับคนเหล่านี้ยังไงที่บอกว่าถ้าอยู่ด้วยกันใกล้ๆแล้วตีกัน ?

อาเป็ด : คิดบวก คิดดี ทำดี ได้ดี ไหว้พระ ถ้าคิดลบเครียด ประสาท เพราะทั้งโควิดมันเข้ามาทั้งหมด ยิ่งทวีความเครียด อย่าไปสนใจ อย่าไปใส่ใจ อย่าให้ค่า อย่าให้ความสำคัญ ถ้าเราคิดบวกได้จะอยู่อย่างมีความสุข

เห็นว่าอาบอกว่าเริ่มขายอะไรที่ไม่จำเป็นในชีวิตออกไปกลัวคนจะมองว่าขายสมบัติกินหรือเปล่า ?

อาเป็ด : BMW ซื้อมา 6 ล้านกว่า 10 กว่าปีขับไม่ถึง 50,000 กิโล แล้ววันนี้เหลือล้านกว่าบ้านไม่ถึงสองล้านแล้วเบนซ์ก็มี จะเก็บไว้ทำไม อายุก็เยอะแล้วจริงๆอยากจะใช้รถเล็กๆซักคันนึงขับจากบ้านมาบริษัท ขับจากบริษัทมาบ้านไม่เห็นจะเสียหายตรงไหน เราเอาเงินตรงนั้นมาทำประโยชน์ยังได้มากกว่า รถเบนซ์อีก 5 ปี คันนั้นจะเหลือเท่าไหร่ ถ้าเราแย่งขายซะก่อนก็จะขาดทุนน้อยลง ถ้าปล่อยไว้ก็ขาดทุนเยอะ ไม่ใช่เพราะวิกฤติและไม่มีจะกินแล้วต้องมาขายสมบัติกินมันไม่ใช่แต่ที่เราทำคือเรารัดเข็มขัดตัวเอง สิ่งไหนที่เราฟุ่มเฟือยก็เลิกซะ รถเราเคยใช้เยอะก็เลิกใช้ เสื้อผ้าเคยใช้แบรนด์เนมเรามาใส่ตัวไหนก็ได้

ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันจันทร์-วันศุกร์  เวลา13.40-14.40 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

You may have missed