เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) ITD ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ UN Trade and Development (UNCTAD) และสมาคมนักเรียนเก่าฮาร์วาร์ดแห่งประเทศไทย จัดเวทีสัมมนาวิชาการนานาชาติหัวข้อ “Navigating Global Trade Shifts: Insights from the UNCTAD Trade and Development Report and Strategic Implications for Thailand” ณ ห้องวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ และผ่านระบบ Hybrid โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 150 คน จากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจโลกจากรายงาน Trade and Development Report 2025 (TDR 2025) และกำหนดยุทธศาสตร์การค้าของไทยให้สอดรับกับบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างมีนัยสำคัญ
ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.ศุภชัย พาณิชยภักดิ์ อดีตเลขาธิการ UNCTAD และอดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก World Trade Organization กล่าวปาฐกถาพิเศษ ขณะที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วยนายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการ ITD กล่าวต้อนรับ
ดร.ศุภชัย พาณิชยภักดิ์ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้างจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การปรับห่วงโซ่อุปทาน และแนวโน้มใหม่ของการค้าโลก อาทิ trade diversion, friendshoring และ re-globalization ซึ่งส่งผลต่อรูปแบบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ



ดร.ศุภชัยชี้ว่า การทูตเศรษฐกิจในปัจจุบันต้องก้าวข้ามมิติทางการเมืองแบบเดิม ไปสู่การพิจารณาประเด็น geo-strategic economic issues อย่างรอบด้าน พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับบทบาทของ digitalization ในกรอบความตกลงการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับผลิตภาพและขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศกำลังพัฒนา หากสามารถปรับตัวด้านเทคโนโลยีและนโยบายได้อย่างทันท่วงที
ในมิติความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลก ดร.ศุภชัยได้ย้ำถึงบทเรียนจากวิกฤตการเงินโลกปี 2008 ที่เกิดจากความหละหลวมของการกำกับดูแลสถาบันการเงิน และเตือนว่าเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันยังคงเผชิญความผันผวนจากกระแสเงินทุน การขยายตัวของตลาดทุน และการลงทุนด้านเทคโนโลยีและ AI ที่พึ่งพาการกู้ยืมสูง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ได้หากขาดการบริหารจัดการเชิงนโยบายที่เหมาะสม ดังนั้น ความยืดหยุ่นทั้งด้านการเงินและการค้าจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
พร้อมกันนี้ ดร.ศุภชัยเสนอว่า ท่ามกลางความท้าทายระดับโลก ประเทศจำเป็นต้องสร้างเสถียรภาพภายในให้เข้มแข็งเป็นลำดับแรก ควบคู่กับการเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง การลดภาระหนี้ครัวเรือน และการลงทุนด้านสังคม เช่น การศึกษาและสังคมผู้สูงอายุ รวมถึงการผลักดันนโยบายอุตสาหกรรมใหม่ที่มุ่งเน้นเทคโนโลยี การเกษตรแห่งอนาคต และการกระจายตลาดและผลิตภัณฑ์ (diversification) เพื่อลดความเปราะบางจากความผันผวนภายนอก



นอกจากนี้ ยังเน้นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการค้า การเงิน และการพัฒนา โดยเฉพาะบทบาทของ Trade Finance ที่ต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพื่อสนับสนุนการค้าสินค้าและป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบในภาคการเงิน ตลอดจนความสำคัญของความร่วมมือทางการเงินระดับภูมิภาค เช่น กลไกความร่วมมือด้านการเงินที่สามารถทำหน้าที่เป็นกันชนต่อวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต
ดร.ศุภชัยสรุปว่า โลกจะไม่กลับไปสู่รูปแบบเดิมของโลกาภิวัตน์ แม้จะมีการปฏิรูปสถาบันพหุภาคี โดยระบบการค้าโลกจำเป็นต้องได้รับการประคับประคองผ่านความร่วมมือพหุภาคีที่เข้มแข็ง และควรมุ่งสู่ “development-oriented globalization” หรือโลกาภิวัตน์ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ การค้าแม้จะเป็นกลไกสำคัญของการเติบโต แต่ต้องตอบโจทย์การพัฒนา และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถเชื่อมโยงและยกระดับเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกได้อย่างเข้มแข็งในระยะยาว
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า TDR 2026 มีความสำคัญอย่างยิ่งและทันต่อสถานการณ์ โดยรายงานได้เน้นย้ำว่า “การค้าและการเงินต้องดำเนินควบคู่กัน” อย่างไรก็ตาม ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากยังคงเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเสริมสร้างความร่วมมือพหุภาคี และบูรณาการนโยบายด้านการค้า การเงิน และการพัฒนาเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของประเทศไทย



สำหรับประเทศไทย จำเป็นต้องปรับตัวทั้งในมิตินโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการต่างประเทศ โดยประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการทูตเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น เนื่องจากในบริบทปัจจุบัน นโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการต่างประเทศไม่สามารถดำเนินแยกส่วนได้อีกต่อไป แต่ต้องเกื้อหนุนซึ่งกันและกันอย่างบูรณาการ นโยบายการต่างประเทศในปัจจุบันจึงต้องมีความรอบด้าน ครอบคลุม และเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยการทูตเศรษฐกิจไม่ได้มุ่งเพียงการเปิดตลาดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเชื่อมั่น เสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่นำไปสู่ประโยชน์ต่อประชาชนและความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ในเชิงการดำเนินนโยบาย กระทรวงการต่างประเทศได้กำหนดยุทธศาสตร์การทูตเศรษฐกิจที่มุ่งเน้น 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การสร้างความเชื่อมั่นในประเทศไทย การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยในด้านการสร้างความเชื่อมั่น ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกทางการค้า การปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัย และการยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงด้านความยั่งยืนและสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการสนับสนุนระบบการค้าโลกที่ยึดกติกาเป็นฐาน และการปฏิรูประบบการเงินระหว่างประเทศ
ในด้านการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ไทยมุ่งวางตำแหน่งเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่มีความน่าเชื่อถือในห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังปรับเปลี่ยน โดยเครือข่ายสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลทั่วโลกจะมีบทบาทเชิงรุกในการเชื่อมโยงนักลงทุนและพันธมิตรทางเศรษฐกิจ สนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และธุรกิจสตาร์ทอัพ ให้สามารถเข้าถึงโอกาสใหม่ในตลาดโลก ควบคู่กับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล การบินและโลจิสติกส์ การแพทย์และสุขภาพ เทคโนโลยีชีวภาพ และหุ่นยนต์ รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานและทุนมนุษย์
ในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศย้ำว่า ความแตกกระจายของระบบเศรษฐกิจโลกก่อให้เกิดต้นทุนที่แท้จริง และไม่มีประเทศใดสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของการค้าโลกได้โดยลำพัง ประเทศไทยจึงสนับสนุนความร่วมมือพหุภาคีในรูปแบบเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภูมิภาค และการสร้างหุ้นส่วนกับประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ อาทิ เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือในกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือแบบ “Team Thailand” โดยกระทรวงการต่างประเทศจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้การดำเนินนโยบายด้านการค้า การต่างประเทศ และเศรษฐกิจของไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยการทูตจะช่วยเปิดประตูสู่โอกาส ขณะที่นโยบายการค้าจะช่วยต่อยอดให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวทิ้งท้ายว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่การเติบโตทางเศรษฐกิจถูกกำหนดไม่เพียงโดยกลไกตลาดเท่านั้น แต่ยังได้รับอิทธิพลจากภูมิรัฐศาสตร์และระบบการเงินระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น โดยประเทศกำลังพัฒนามักได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และ UNCTAD ยังคงมีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์และข้อเสนอเชิงนโยบายที่อิงหลักฐานสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ทั้งนี้ ประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อให้การค้าและการพัฒนายังคงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเจริญเติบโตร่วมกันอย่างมั่นคง ยั่งยืน และครอบคลุมในระยะยาว
ในส่วนของ กระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความแตกแยก ความผันผวน และความไม่แน่นอนในระดับสูง โลกกำลังเผชิญกับภาวะ Extreme Polarization หรือการแบ่งแยกอย่างสุดขั้ว อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงยึดมั่นในหลักการเป็นพันธมิตรทางการค้ากับทุกประเทศ บนพื้นฐานของความเปิดกว้าง ความครอบคลุม และการเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งถือเป็นจุดยืนสำคัญที่ไทยยืนหยัดมาอย่างต่อเนื่องในทุกเวทีระหว่างประเทศ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า ไทยมีความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ในฐานะศูนย์กลางของภูมิภาค แต่ภายใต้สถานการณ์การเบี่ยงเบนทางการค้าของโลก ไทยจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยปัจจุบันไทยให้ความสำคัญกับการเปิดรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การลงทุนด้านดิจิทัล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับทักษะแรงงาน เพื่อรองรับและต่อยอดสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต



นอกจากนี้ ไทยได้เดินหน้าขยายความร่วมมือทางการค้าผ่านความตกลงการค้าเสรี (FTA) อย่างต่อเนื่อง โดยมี FTA ที่ลงนามและมีผลบังคับใช้แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ ขณะเดียวกันยังมีความตกลง FTA กับศรีลังกา ภูฐาน และเอฟตา ที่อยู่ระหว่างกระบวนการให้มีผลบังคับใช้ โดยเฉพาะความตกลงกับเอฟตา ซึ่งเป็น FTA มาตรฐานสูง และจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการขยายความร่วมมือทางการค้ากับสหภาพยุโรป (EU) ในอนาคต รวมถึง FTA ไทย–แคนาดา ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจา ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์มุ่งเน้นการผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทันต่อกระแสการค้าโลก เพื่อส่งเสริมการส่งออก
สำหรับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน รัฐมนตรีฯ กล่าวว่า กรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) จะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างโอกาสทางการค้า ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs สามารถเข้าถึงตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยประเทศสมาชิกตั้งเป้าว่า ภายในปี 2573 มูลค่าการค้าภายในภูมิภาคจะเพิ่มจากประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไทยในฐานะประธานการเจรจาพร้อมผลักดันและอำนวยความสะดวกให้ความตกลงดังกล่าวเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
“การค้าไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือของทีมไทยแลนด์ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือ Trust ถือเป็นเสมือนสกุลเงินตราใหม่ของการค้าระหว่างประเทศ” นางศุภจีกล่าว
ผู้แทนจาก UN Trade and Development (UNCTAD) ได้แก่ ดร. Anastasia Nesvetailova หัวหน้าสาขานโยบายเศรษฐกิจมหภาคและการพัฒนา และ ดร. Nicolas Maystre นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส จากกองยุทธศาสตร์โลกาภิวัตน์และการพัฒนา ได้นำเสนอภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจและการค้าโลก โดยชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญ “ความไม่สมดุลระหว่างการค้าและการเงิน” (Trade-Finance Asymmetry) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจากการกระจุกตัวของเงินทุน การเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐเศรษฐกิจ และระดับหนี้สาธารณะของประเทศรายได้น้อยที่เพิ่มสูง โดยกว่า 35 จาก 68 ประเทศอยู่ในภาวะเสี่ยงหนี้หรือภาวะจมอยู่กับหนี้ ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศยิ่งซ้ำเติมต้นทุนทางการเงิน ทำให้ประเทศเปราะบางต้องกู้เงินเพื่อฟื้นฟูจากภัยพิบัติ ส่งผลให้พื้นที่ทางการคลังลดลง และก่อให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่าง “หนี้–การเงิน–สภาพภูมิอากาศ” ซึ่งเป็นแหล่งความไม่เสถียรสำคัญของเศรษฐกิจโลกในอนาคต
ทั้งนี้ ผู้แทน UNCTAD เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูประบบการเงินระหว่างประเทศให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยการกำกับดูแลความเสี่ยงเชิงระบบต้องครอบคลุมภาคการเงินทั้งหมด รวมถึงสถาบันการเงินนอกระบบอย่าง “Shadow Banking” พร้อมเสริมประสิทธิภาพกลไกการปรับโครงสร้างหนี้ และเพิ่มบทบาทการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉับพลัน ทั้งในด้านการลดผลกระทบ การปรับตัว และการชดเชยความเสียหาย
ในมิติของการค้าโลก ชี้ว่าการค้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยเศรษฐกิจจริงเพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกกำหนดโดยวงจรการเงินโลก (Global Financial Cycle) ผ่านสภาพคล่องทางการเงิน อัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงของตลาดการเงิน และนโยบายการเงินของประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐที่ส่งผลให้การค้าและการผลิตโลกชะลอตัว และเมื่อความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น ปริมาณการค้าโลกก็มีแนวโน้มลดลง
สำหรับแนวโน้มการค้าโลก คาดว่าการค้าโลกจะเติบโตประมาณ 4.4% ในปี 2025 แต่ในปี 2026 มีความเสี่ยงชะลอตัว โดยเฉพาะการค้าสินค้า จากแรงกดดันของมาตรการภาษี ความไม่แน่นอนทางการค้า และความผันผวนทางการเงิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจขนาดเล็กและประเทศรายได้น้อยมากที่สุด ขณะที่ภาคบริการมีแนวโน้มเติบโตดีกว่าการค้าสินค้า โดยปัจจัยหนุนระยะสั้นมาจากการเร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้าและการลงทุนด้านเทคโนโลยีและ AI
นอกจากนี้ UNCTAD ยังชี้ให้เห็น “ช่องว่างสำคัญ” ในการวิเคราะห์การค้าโลก ซึ่งมักละเลยมิติทางการเงิน โดย Trade Finance มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมช่วงเวลาระหว่างการส่งสินค้าและการชำระเงิน รวมถึงเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ประกันความเสี่ยง และกลไกค้ำประกันทางการเงิน ที่ช่วยลดความไม่แน่นอนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และตลาดการเงิน
ในด้านโครงสร้างเศรษฐกิจโลก แนวโน้มภูมิภาคนิยมใหม่ (New Regionalism) และการกระจายความเสี่ยงกำลังมีความท้าทายมากขึ้น เนื่องจากระบบการเงินมีบทบาทต่อการค้าเพิ่มสูงขึ้น โดยการพัฒนาตลาดทุนระดับภูมิภาค การบูรณาการทางการเงิน และระบบการเงินที่เข้มแข็ง จะช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมและกระตุ้นการลงทุนในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้แทน UNCTAD ยังเสนอให้ประเทศต่าง ๆ ดำเนินนโยบายแบบบูรณาการ (Holistic Policy Framework) เพื่อรับมือความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยต้องเสริมสร้างรายได้ภาครัฐ ระบบการเงินภายในประเทศ ตลาดทุนระดับภูมิภาค และความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการเงินและสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการใช้ข้อมูลเชิงลึกแบบข้ามภาคส่วน เพื่อระบุความเปราะบางของระบบการค้าโลก และเพิ่มการประสานนโยบายด้านการค้า การเงิน และการพัฒนา


ทั้งนี้ ประเทศกำลังพัฒนายังคงเผชิญความเปราะบางสูงจากความผันผวนทางการเงิน ความเสี่ยงค่าเงิน และความไม่แน่นอนด้านกฎการค้า โดยเฉพาะประเทศที่เปราะบางด้านภูมิอากาศซึ่งต้องแบกรับต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่าการค้า การเงิน และการพัฒนาต้องดำเนินควบคู่กัน และการปฏิรูประบบการเงินโลกถือเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว ภายใต้บริบทความเสี่ยงด้านภูมิรัฐเศรษฐกิจ การเงิน และสภาพภูมิอากาศที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้นในเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน
เวทีสัมมนาครั้งนี้ตอกย้ำว่า “การค้า การเงิน ภูมิรัฐศาสตร์ และสภาพภูมิอากาศ” เป็นปัจจัยที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออกในระบบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ กระทรวงพาณิชย์จะนำข้อเสนอเชิงนโยบายจากรายงาน TDR 2025 และข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วนมาบูรณาการสู่การกำหนดยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศของไทย โดยมุ่งเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันบทบาทของไทยในฐานะประเทศที่เปิดกว้าง มีความสมดุล และมีความรับผิดชอบต่อระบบการค้าโลก เพื่อให้ประเทศไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

More Stories
สมมงที่สุดคอนเสิร์ตแห่งปี! “RISER CONCERT : THE FIRST RISE” ทัพศิลปิน “RISER MUSIC” จัดเต็มใส่สุดทุกโชว์ปรากฏการณ์ร้อนแรง ขึ้นแท่นเทรนด์ X “อันดับ 1” ของโลก 3 วันติด!!
เตรียมแจกความฟิน!! “ฟอส-บุ๊ค” จัดบิ๊กเซอร์ไพรส์ มอบความสุขครั้งพิเศษ ในงาน “FORCE BOOK FUNTOPIA FANCON” แฟนๆ วอร์มนิ้วรอกดบัตร 28 ก.พ.นี้
กรี๊ดโรงหนังแทบแตก!! “ฟอส-บุ๊ค” ควง “บุ๋น-แจน-พลอยภัช” เซอร์ไพรส์เกินลิมิต จับมือ “จูเนียร์-มาร์ค” ร่วมระเบิดความฟินส่งท้ายซีรีส์ “ความลับในบทเพลงที่บรรเลงไม่รู้จบ Melody of Secrets” ในงาน “ความลับในบทเพลงที่บรรเลงไม่รู้จบ Final EP. FAN MEETING”